สจล.ชี้แจงกรณีรับงานเป็นที่ปรึกษาโครงการของรัฐ

จากกรณีที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้รับการกล่าวอ้างว่า สจล. ซึ่งเป็นสถานศึกษา รับดำเนินการเป็นที่ปรึกษาโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของรัฐ โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิศวกร พ.ศ. 2542 หมวด 6 เรื่องการควบคุมการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม มาตรา 45-49 สจล. ได้ชี้แจงการรับงานเป็นที่ปรึกษาโครงการของรัฐ เป็นไปตามข้อบังคับ กฎหมาย เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

 

บทบาทมหาวิทยาลัยในการพัฒนาประเทศ

 

รศ.สุพจน์ศรีนิลคณะทำงานด้านวิศวกรรมโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยในปี 2460 นั้น นับเป็นเวลา99ปีจนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยของรัฐได้ขยายจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น81 แห่ง มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันที่สำคัญของสังคมไทยเช่นเดียวกับในนานาประเทศซึ่งนอกจากจะให้ความรู้แก่เยาวชนแล้วยังเป็นแหล่งรวมการศึกษาวิจัยและให้บริการทางวิชาการแก่ภาครัฐและเอกชน เนื่องจากเป็นที่ยอมรับว่าเป็นศูนย์รวมของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ มีความเป็นกลางและเป็นที่พึ่งของประชาชนภาครัฐและเอกชนตลอดมา มหาวิทยาลัยจึงมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าตลอดมาที่ผ่านมามหาวิทยาลัยของรัฐรับงานโครงการจากภาครัฐแทบทุกกระทรวง ทั้งกระทรวงพลังงาน กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงอุตสาหกรรม รวมแล้วนับหลายพันโครงการ ดังนั้นจะเป็นไปได้อย่างไรหากการที่ สจล. ได้รับมอบหมายโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง มหาวิทยาลัยทั่วประเทศและหน่วยงานภาครัฐก็คงไม่ถูกต้องไปด้วย

 

มติคณะรัฐมนตรี (ครม.)  ปี 2531

คำกล่าวว่า สจล. ดำเนินโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาโดยไม่มีใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ตามพ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ. 2542 หมวด 6 เรื่องการควบคุมการประกอบวิชาชีพวิศวกรรม มาตรา 45-49 นั้น ดังที่กล่าวแล้วว่า 99 ปีนับแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกในไทยขึ้นมา หน่วยงานภาครัฐได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยของรัฐทำงานให้ภาครัฐมาโดยตลอด ทั้งนี้ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2531 คณะรัฐมนตรีสมัยที่นายอนันต์ อนันตกูล เป็นเลขาธิการครม. มีมติ (ตามเอกสารแนบ) ดังนี้ "ทุกมหาวิทยาลัยของรัฐได้รับสิทธิพิเศษเกี่ยวกับการให้บริการด้านวิชาการและการวิจัยในขอบเขตสาขาวิชาที่จัดให้มีการเรียนการสอนภายในมหาวิทยาลัยนั้นๆ โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้มีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นหรือหน่วยงานอื่นหรือหน่วยงานอื่นของรัฐสั่งจ้างหรือใช้บริการด้านวิชาการและการวิจัยจากมหาวิทยาลัยของรัฐดังกล่าวได้โดยวิธีกรณีพิเศษ"

 

พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ.2542(ตามเอกสารแนบ)นั้น เกิดขึ้นภายหลังมติคณะมนตรีซึ่งมีผลเป็นกฎหมายข้างต้น โดยมีสาระสำคัญเรื่องความผิดในมาตรา 45 “ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมหรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนพร้อมจะประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาใด เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตในสาขานั้นจากสภาวิศวกร” และมาตรา 47 “ห้ามมิให้ผู้ใดใช้คำหรือข้อความที่แสดงให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็น ผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ทั้งนี้ รวมถึงการใช้ จ้างวานหรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าวให้ตน เว้นแต่ผู้ได้รับวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมสาขานั้น ๆ จากสภาวิศวกรหรือสถาบันที่สภาวิศวกรรับรอง หรือผู้ได้รับใบอนุญาตซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนดในข้อบังคับสภาวิศวกร”

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยให้ความเห็นในเรื่องเสร็จที่ 137/2547 

นายสรศักดิ์ มั่นศิลป์คณะทำงานด้านกฎหมายโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยมีความเห็น (ตามเอกสารแนบลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์2547)เรื่องการบังคับใช้พ.ร.บ.วิศวกร พ.ศ. 2542 ว่าปัญหาเรื่องการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของหน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ นั้น คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยให้ความเห็นไว้แล้วสรุปได้ว่า การประกอบวิชาชีพวิศวกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐและนิติบุคคลมหาชนซึ่งต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ นั้น เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานซึ่งกฎหมายที่ให้อำนาจบัญญัติไว้อยู่แล้ว การดำเนินการดังกล่าวจึงไม่อยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 และในกรณีที่นิติบุคคลมหาชนจะรับดำเนินงานที่จัดอยู่ในประเภทงานวิศวกรรมควบคุมต่อบุคคลภายนอกนั้น หากการดำเนินการเป็นไปตามขอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลดังกล่าวก็ย่อมมีอำนาจดำเนินการได้ โดยไม่ต้องได้รับใบอนุญาตจากสภาวิศวกร" นอกจากนี้ยังมีความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาที่วินิจฉัยในทำนองเดียวกัน อาทิ เรื่องเสร็จที่ 236/2517 และเรื่องเสร็จที่ 837/2546 ตามลำดับ

 

พ.ร.บ.  สจล.ปี 2551

นอกจากนี้ตามพ.ร.บ.  สจล.ปีพ.ศ. 2551 สจล. เป็นนิติบุคคลตามมาตรา 5 และมีอำนาจในการรับงานได้ตามมาตรา 7 “ให้สถาบันเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา พัฒนาประยุกต์ องค์ความรู้และเทคโนโลยี และส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง โดยมีภารกิจด้านการสอน วิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม และทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม” และมาตรา 14 “สถาบันมีอำนาจและหน้าที่กระทำการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้ ในมาตรา 7 อำนาจและหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง (1) ซื้อ ขาย จ้าง รับจ้าง สร้าง จัดหา โอน รับโอน เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ แลกเปลี่ยนและจำหน่าย หรือทำนิติกรรมใด ๆ เพื่อประโยชน์แก่กิจการของสถาบัน ตลอดจนถือ กรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง มีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาหรือมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ ในทรัพย์สินของ สถาบัน และจำหน่ายทรัพย์สินทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักร ตลอดจนรับเงินหรือทรัพย์สินที่มี ผู้อุทิศให้ การจำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนอสังหาริมทรัพย์ของสถาบัน ให้กระทำได้เฉพาะอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้มาตามมาตรา 17 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้จำหน่ายหรือแลกเปลี่ยนได้ (2) รับค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ และค่าบริการในการให้บริการภายใน อำนาจหน้าที่ของสถาบัน รวมทั้งทำความตกลงและกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการนั้น (3) ร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน หรือกับองค์การหรือหน่วยงานต่างประเทศหรือระหว่างประเทศ

 

ดร. กมล เกียรติเรืองกมลา รองผู้จัดการโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้วันที่ 23 เมษายน 2559 สภาวิศวกรได้ออกแถลงการณ์สำหรับกรณีความเห็นของบุคคลที่ปรากฏเป็นข่าวในเว็บไซต์สำนักข่าวอิศรานั้น เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น ไม่ใช่ความเห็นของสภาวิศวกรและไม่มีผลผูกพันที่สภาวิศวกรต้องร่วมรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่ปรากฏเป็นข่าวในเว็บไซต์สำนักข่าวอิศราเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559 ด้วยแต่อย่างใดกรณีสถาบันการศึกษารับงานที่เข้าข่ายเป็นการประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม โดยชี้แจ้งว่า  การประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมของสถาบันการศึกษานั้น สภาวิศวกรพิจารณาเห็นว่ามีประเด็นทางกฎหมายที่สำคัญและควรได้รับการพิจารณาวินิจฉัยให้เกิดความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินงาน จึงได้เสนอเรื่องหารือต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งสภาวิศวกร เพื่อตีความการบังคับใช้ พ.ร.บ. วิศวกร พ.ศ. 2542 กับสถาบันการศึกษาในกรณีรับงานที่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 45 และ 47 แห่งพ.ร.บ. วิศวกร พ.ศ. 2542 อีกทั้งได้แจ้งข้อหารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาด้วย ซึ่งปัจจุบันเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทย

 

ผศ.ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี โฆษกโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า กรณีที่มีคำกล่าวว่าอธิการบดี สจล. สวมหมวกหลายใบ เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น ขอชี้แจงว่า มหาวิทยาลัยหนึ่งๆ ประกอบด้วยหน่วยงานและคณะต่างๆ ซึ่งมีโครงการ บริการทางวิชาการและความร่วมมือที่ทำร่วมกับภาครัฐและเอกชนมากมาย การที่มหาวิทยาลัยมีส่วนช่วยเหลือเป็นคณะทำงาน หรือคณะกรรมการแต่นั้นไม่ได้หมายความว่าผู้บริหารหรือมหาวิทยาลัยมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับหน่วยงานเหล่านั้น ถือเป็นการทำหน้าที่ตาม พ.ร.บ. สจล.ปีพ.ศ. 2551

 

การรับทำงานที่ปรึกษาโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทาง สจล. เห็นว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อประชาชนให้สามารถเข้าถึงแม่น้ำได้อย่างเท่าเทียมกันเป็นการฟื้นฟูแม่น้ำ พัฒนาภูมิทัศน์ สืบสานวัฒนธรรม และเชื่อมต่อกับพื้นที่สีเขียว นันทนาการ ระบบขนส่งสาธารณะ ประโยชน์ของโครงการต่อประชาชน คือ  ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงพื้นที่สาธารณะริมแม่น้ำได้สะดวกปลอดภัย  เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจและใช้ประโยชน์ด้านนันทนาการและสุขภาพวัฒนธรรมและกิจกรรม  เยาวชนมีพื้นที่ทำกิจกรรมสร้างสรรค์และเสริมสร้างแรงบันดาลใจ  ฟื้นฟูความมีชีวิตชีวาของเมือง ประชาชนมีโอกาสได้พบปะและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในบรรยากาศที่สร้างสรรค์  ฟื้นความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างประชาชนกับแม่น้ำ  ทางเลือกใหม่ในการเดินทางสัญจรโดยมีพื้นที่เชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะ รถ เรือ ราง เดิน ปั่นมากขึ้น ประโยชน์ต่อชุมชน คือ  เกิดการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ชุมชนเจริญก้าวหน้า มีสุขอนามัยและปลอดภัย คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เชื่อมต่อชุมชนกับพื้นที่สาธารณะและระบบขนส่ง อีกทั้งโครงการนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อเมือง คือ สร้างโครงข่ายทางเดิน-ปั่น เชื่อมต่อพื้นที่สีเขียว นันทนาการริมน้ำ วัฒนธรรม และระบบขนส่งรถ-เรือ-ราง พัฒนาเมืองให้เป็นเมืองน่าอยู่และยั่งยืน เสริมสร้างการขยายตัวของกิจกรรมสร้างสรรค์ในพื้นที่ริมน้ำ ส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพน้ำและสภาพแวดล้อมของชุมชน และแม่น้ำเจ้าพระยา ออกแบบให้เอื้อต่อระบบการบำบัดน้ำเสียในอนาคต สนับสนุนระบบป้องกันน้ำท่วมของกทม. ให้สมบูรณ์ ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเคยได้รับการติดต่อจากกรุงเทพมหานครในการเป็นที่ปรึกษาโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามาแล้ว แต่ไม่รับดำเนินการเนื่องจากเหตุผลอื่นที่ไม่ใช่เพราะว่าผิดพ.ร.บ. วิศวกรแต่อย่างใด

 

ในการดำเนินงานศึกษาวิจัยและออกแบบ สจล.และมข. นั้นสจล. มิได้มีนโยบายผลักงานให้บริษัทที่ปรึกษา แต่ได้ระดมผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม ประวัติศาสตร์ การมีส่วนร่วมของประชาชน ชลศาสตร์ อุทกศาสตร์ และกฎหมาย ส่วนผู้เชี่ยวชาญต่างๆ จะหาทีมหรือระดมทีมงาน หรือแรงงานในการทำงานอย่างไรเป็นดุลยพินิจและการดำเนินงานของผู้เชี่ยวชาญนั้นๆ

…………………………

 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.)

Facebook      : Chao Phraya for All

Tel.               : ประภาพรรณ 081-899-3599, เสาวลักษณ์ 088-247-5349, สโรบล086-341-6568

E-mail           : brainasiapr@gmail.com, chaophrayaforall@gmail.com

แกลลอรี่

111 ศาลาว่าการ กรุงเทพมหานคร 2 อาคาร 1 (อาคารสำนักการโยธา)
ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดงกรุงเทพมหานคร 10400
โทร 02-246-0253