เปิด “ศูนย์ศึกษามรดกเจ้าพระยา” แหล่งรวมองค์ความรู้แม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกในไทย อนาคตพัฒนาเป็น”ศูนย์การเรียนรู้เจ้าพระยา”

            รศ.ดร.สกุล ห่อวโนทยาน ผู้จัดการโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (Chao Phraya for All) เห็นความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกภาคส่วน หลายคนต้องแปลกใจว่าทั้งๆ ที่แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแม่น้ำสายประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจของไทยมายาวนาน แต่องค์ความรู้เกี่ยวกับแม่น้ำ และประวัติศาสตร์สองฝั่งน้ำกลับมีน้อยและกระจัดกระจาย บางส่วนสูญหาย โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (Chao Phraya for All) ซึ่งกระทรวงมหาดไทยและกรุงเทพมหานคร ได้มอบหมายให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เป็นที่ปรึกษาการสำรวจ ออกแบบและจัดทำแผนแม่บทระยะทางสองฝั่ง 57 กม. และระยะนำร่อง 14 กม.จากสะพานพระราม 7 ถึง สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนทุกคนทุกระดับสามารถเข้าถึงแม่น้ำได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ สุขภาพ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยสอดคล้องกับแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา สู่การเป็นมรดกโลก ซึ่งต้องมีพื้นที่ให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมกับโครงการตั้งแต่ต้น จนถึงการเผยแพร่ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหลังโครงการเสร็จสิ้นให้กับประชาชนได้เรียนรู้ในระยะยาว จึงได้เปิด ศูนย์ศึกษามรดกเจ้าพระยาแห่งแรกของไทย ซึ่งจะเป็นแหล่งรวมองค์ความรู้ของแม่น้ำเจ้าพระยา ข้อมูลประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมชุมชนสองฝั่งแม่น้ำ โบราณคดี ชลศาสตร์ รวมทั้งงานวิจัย เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนอีกด้วย

 

            วัตถุประสงค์การเปิด “ศูนย์ศึกษามรดกเจ้าพระยา”  เพื่อ 1. เป็นศูนย์รวมองค์ความรู้เพื่อพัฒนาฟื้นฟูชุมชน ภูมิทัศน์และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน โดยอนุรักษ์ สืบสานและสร้างสรรค์ 2. รวบรวมข้อมูลเจ้าพระยาซึ่งมีอยู่น้อย กระจัดกระจายและลบเลือนสูญหายไปตามกาลเวลา มาเก็บเป็นฐานข้อมูลที่เป้นประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติ 3. เป็นแหล่งศึกษาวิจัยแม่น้ำเจ้าพระยาของนักวิชาการ นักวิจัยและประชาชนทั่วไปได้ทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ 4. เป็นศูนย์กลางแลกเปลี่ยนข้อมูลและพบปะระหว่างชุมชน ประชาชนทุกภาคส่วน และนักวิชาการ 5. เป็นสถานที่จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อแม่น้ำเจ้าพระยา และสาธารณชน

 

            อ.รณฤทธิ์ ธนโกเศศ ภูมิสถาปนิกและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และชุมชน กล่าวว่า  นอกจาก“ศูนย์ศึกษามรดกเจ้าพระยา” ที่อาคารใต้สะพานพระราม 8 ใกล้สวนหลวง ร.8 ยังมีศูนย์ข้อมูลย่อยในชุมชนต่างๆริมฝั่งเจ้าพระยา  อีกด้วย การพัฒนาภูมิทัศน์เจ้าพระยาอย่างยั่งยืนอยู่บนพื้นฐานมรดกวัฒนธรรมผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและโบราณคดีชุมชน โดยให้สมาชิกในชุมชนทุกเพศทุกวัยได้มีส่วนร่วม เริ่มต้นจากการค้นหาคุณค่าตัวตนค้นพบมรดกที่ตกทอด "โบราณคดีชุมชน(Community Archeology)" หรือ "มรดกชุมชน" ประกอบด้วยกระบวนการย่อยๆ คือ พิพิธภัณฑ์ชุมชน จดหมายเหตุผู้คน โบราณคดีเมือง โบราณคดีแม่น้ำ และสุดท้ายสังเคราะห์ และบูรณาการด้วยกระบวนการอนุรักษ์ สืบสานและสร้างสรรค์ตามแนวทางและหลักการกรมศิลปากรของไทยร่วมกับหลักสากลที่มีบริบทเดียว หรือใกล้เคียงกัน สุดท้ายชุมชนจะร่วมออกแบบ อนุรักษ์ พัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำร่วมกันบนฐานข้อมูลและองค์ความรู้จากมรดกชุมชน ที่ประกอบด้วยธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาคน สังคมและเศรษฐกิจ ทั้งนี้ในกระบวนการโบราณคดี มีการเก็บรวบรวมข้อมูล 7 ด้านคือ สิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต, เศรษฐกิจ, ความเชื่อ, กิจกรรมในชุมชน, สีของชุมชน (เช่น สีอาคาร สีวัสดุก่อสร้างโดยรวม สีสิ่งแวดล้อม),  ประชากรแต่ละช่วงวัยและชาติพันธุ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการออกแบบเป็นอย่างมาก นอกจากนี้โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยายังได้รับความสนใจจากบุคคลภายนอกและเยาวชน ซึ่งมีจิตอาสามาเป็น  “อาสาสมัครรักษ์เจ้าพระยา”  ทั้งนี้เราเปิดรับทั้งนักเรียน นักศึกษาและประชาชนจากทุกวิชาชีพ ในการร่วมมือกันในกิจกรรมฟื้นฟูแม่น้ำเจ้าพระยาและการร่วมลงพื้นที่ชุมชนกับนักวิชาการของโครงการฯ

 

          การพัฒนามรดกเจ้าพระยาจะสอดคล้องกับหลักการอนุรักษ์และพัฒนาสากลและองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ องค์กรยูเนสโก คือ 1. การพัฒนาภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์ (Historic Urban Landscape UNESCO -HUL) 2. การประเมินผลกระทบต่อมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage Impact Assessment UNESCO -CHIA) 3. การพัฒนาชุมชนเมืองแบบบูรณาการ (Integrated Territorial and Urban Conservation With Cultural Landscape Concept ITUC, ICCROM) 4. มรดกชุมชน (Living Heritage ICCROM) 5. กฎบัตรสากลในการอนุรักษ์โบราณสถานและมรดกวัฒนธรรมตามหลัก ICOMOS และ 6. พระราชบัญญัติโบราณสถานและระเบียบในการอนุรักษ์โบราณสถาน กรมศิลปากร

           ตัวอย่างเช่น ชุมชนมิตตคาม 1 ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบการทำกระบวนการโบราณคดีชุมชนของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาพบว่า ชุมชนแห่งนี้เป็นชุมชนชาวน้ำที่เหลืออยู่แห่งเดียวในกรุงเทพฯ ยาวนานกว่า 100 ปี จากชาวเรือที่มีวิถีดั้งเดิมมาจากการจอดเรือที่ค้าขายข้าว ถ่าน กับชุมชนไทย ญวนและฝรั่ง รอบโบสถ์วัดคอนเซ็ปชัญ (ย่านสามเสน) ซึ่งเจริญรุ่งเรืองในสมัยรัชกาลที่ 5 สอดรับกับหลักฐานที่พบใต้น้ำบริเวณหน้าชุมชน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6-8 จึงจอดเรือค้าถาวร และเริ่ม "ขึ้นคาน" เป็นบ้านเรือนเสาสูงริมแม่น้ำเนื่องจากมีตลาด (ไฟไหม้ไปแล้ว) มีการขยายท่าซังฮี้ และมีบ้านเรือนริมน้ำมากขึ้น สืบสานวิถีคนน้ำและเป็นมิตรกับ “คาม” จวบปัจจุบัน คนในชุมชนประกอบอาชีพ "ประดาน้ำ" ซึ่งเป็นอาชีพดั้งเดิม และสืบทอดมา 3 ชั่วคน ปัจจุบันมีจำนวน 30 คน ทั้งนี้จากที่โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้ร่วมประสานงานกับชาวมิตตคาม 1 ชุมชนตอบรับกระบวนการโบราณคดีชุมชนเป็นอย่างดี มีความภาคภูมิใจในชุมชน รากเหง้าและกระตือรือร้นที่จะถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชน ผ่านอุปกรณ์ประดาน้ำ วัตถุโบราณ คานเรือ ที่กลายมาเป็นส่วนประกอบของบ้าน สิ่งที่ค้นพบ รูปถ่ายเก่า ฯลฯ และยินดีร่วมจัดทำศูนย์มรดกชุมชนมิตตคาม1จากโครงเรือเก่า เพื่อเป็นสถานที่รวบรวม และเล่าเรื่องของชุมชนให้คนไทยและโลกได้รู้จัก

 

            ดร. กมล เกียรติเรืองกมลา รองผู้จัดการโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ค้นพบว่า หลายๆ ชุมชนในพื้นที่นำร่อง 14 กิโลเมตร มีประวัติศาสตร์และเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ กัน สามารถเป็นมรดกชุมชนได้ ดังนั้นทางทีมงานจึงสำรวจวิจัยและทำ “กระบวนการโบราณคดีชุมชน” เพื่อให้ชุมชนได้สะท้อนเรื่องราวอันเป็นอัตลักษณ์และมีคุณค่าของชุมชนออกมา โดยทีมสถาปัตยกรรมจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมประวัติศาสตร์ โบราณคดี การมีส่วนร่วมของประชาชนและทีมวิศวกรรมในการออกแบบร่วมกับชุมชนแต่ละย่านในพื้นที่นำร่องระยะทางรวมสองฝั่ง 14 กิโลเมตร ซึ่งมีชุมชน 33 แห่ง และพื้นที่ส่วนราชการ/ พื้นที่ขนาดใหญ่ เนื่องจากภูมิทัศน์และบริบทของแต่พื้นที่มีความหลากหลาย ดังนั้นการออกแบบในแต่พื้นที่ต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสะท้อนอัตลักษณ์อย่างมีคุณค่าของแต่ละย่าน สำหรับร่างแผนแม่บท 57 กิโลเมตรนั้นจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกรกฎาคม 2559 จากนั้นแบบร่างของพื้นที่นำร่องในแต่ย่านจะทยอยออกมา พร้อมทั้งผลศึกษาวิจัยการอนุรักษ์ชุมชนบางพื้นที่ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ควรสืบสานไว้เป็นมรดกของชาติ

 

            ผศ.ดร. อันธิกา สวัสดิ์ศรี โฆษกโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า ภายในงานเปิดศูนย์ศึกษามรดกเจ้าพระยานี้ได้เปิดให้ผู้มางานนิทรรศการ และได้สัมผัสกับค้นหามรดกวัฒนธรรม ประกอบด้วย 3 กิจกรรมคือ 1.การหาชิ้นส่วนเรือ โดยพาผู้ร่วมงานไปลงพื้นที่ชุมชนมิตตคาม 1 ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถนนสามเสน เพื่อค้นหาชิ้นส่วนของเรือที่ซ่อนอยู่เป็นส่วนประกอบของบ้าน เนื่องจากชุมชนมิตตคาม 1 มีอาชีพเป็นนักประดาน้ำเก่าแก่และได้แปรสภาพเรือมาสร้างบ้านริมน้ำ 2. ภาพเก่าเล่าเรื่อง เป็นกิจกรรมที่ได้เชิญให้ 33 ชุมชนในพื้นที่นำร่องได้เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ผ่านสิ่งของต่างๆ เช่น ภาพถ่าย เครื่องมือเครื่องใช้ อาชีพ วัตถุโบราณ ฯลฯ

          ส่วนแผนงานกิจกรรมของศูนย์มรดกเจ้าพระยานั้น เราจะใช้เป็นศูนย์รวมข้อมูลการศึกษาวิจัย ให้ข้อมูลแก่ชุมชนและประชาชน และจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น การรณรงค์ให้ความรู้แก่เยาวชนและประชาชนมีความตระหนักในการฟื้นฟูแม่น้ำเจ้าพระยาให้มีสุขภาพดี จัดกิจกรรมกับโรงเรียนและชุมชน จัดเวิร์คช้อปทางวิชาการของนักวิจัย เวิร์คช้อปประชาชนในเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับแม่น้ำ เป็นต้น

 

แกลลอรี่

111 ศาลาว่าการ กรุงเทพมหานคร 2 อาคาร 1 (อาคารสำนักการโยธา)
ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดงกรุงเทพมหานคร 10400
โทร 02-246-0253